[Food Lover ]  [review] ตระเวนกิน ทั่วถิ่นไทย ... เนื้อสะเต๊ะบังพงษ์ @ สนามบินน้ำ

 
 
 

 

 

:22:    สมัยก่อน  ตอนที่ยังมีสนามหลวงอยู่  ถึงฤดูนี้  ใกล้เดือนเมษายน  จะมีลมพัดมาตามธรรมชาติ  ที่เรียกกันว่า “ ลมว่าว ” มาตรงเวลาทุกปี  และสถานที่สุดฮิตในสมัยนั้น  ไม่พ้นสนามหลวง  ที่เป็นเหมือนแหล่งพบปะ มีกิจกรรม มีการละเล่นกลางแจ้งกันสนุก  มีของอร่อย ๆ จากหลายแหล่งมารวมตัวกัน

:22:    ของกินสนุก ๆ ในสมัยก่อนมีเยอะนะครับ  วันก่อน  มีคนถามว่า  ทำไมโรตีสายไหมที่อยุธยา  ถึงใช้แป้งปอเปี๊ยะล่ะ  ทำไมไม่ใช่แป้งโรตีตามชื่อ เรื่องนี้มีที่มานะ  คืองี้  จากการที่คุณพ่อเล่าให้ฟังนะครับ

:22:    สมัยก่อน  ชาวอยุธยา จะเดินทางโดยรถไฟมาขายของกันที่กรุงเทพฯกันมาก  โดยส่วนใหญ่ เป็นพี่น้องชาวมุสลิม  ก็จะนำข้าวหม้อ แกงหม้อ นั่นนิด นี่หน่อย ใส่หาบ ใส่ตะกร้ากระเดียดเอวมาขายกันที่สนามหลวงเป็นหลัก  ทั้งข้าวหมกไก่ ข้าวหมกแพะ ยำสลัด ( สลัดแขก ) เนื้อสะเต๊ะ และโรตี สายไหมและตังเมหลอด

:22:    โรตีสายไหม / ตังเมหลอดที่บังหาบมาขาย  จะเป็นแป้งโรตีทอดมานุ่ม ๆ หนึบ ๆ  พอมีคนสั่ง  ก็จะดึงแป้งโรตีมาสองแผ่น เรียงกัน หยิบสายไหมมาใส่ให้เต็มแผ่น แล้วม้วนเป็นเส้นกลมสอดในกระดาษซับมัน ส่งให้เรา  ในราคา 2 อัน สลึงเดียว  ส่วนตังเมหลอดที่ตอนนี้หายสาบสูญไปแล้วนั้น  ก็ทำแบบเดียวกัน ราคาเดียวกันครับ
โรตีสายไหมที่เราเคยกินสมัยสนามหลวง เค้ามีแป้งให้เลือก ทั้งแบบแป้งปอเปี๊ยะและแบบแป้งโรตีทอดจริงๆ ถึงเรียกกันว่า โรตีสายไหม ที่หายไปแบบจะสาบสูญจะเป็น ตังเมหลอด ที่ห่อแป้งโรตี อร่อยเหลือใจ  พอบังมีแป้งให้เลือก ทั้งปอเปี๊ยะทั้งแป้งโรตี แต่แป้งโรตีมันขั้นตอนยุ่งยากกว่ามากเรื่องกว่าแป้งปอเปี๊ยะ ที่หมักก้อนเดียว ดึงกันได้ทั้งวัน ก็เลยเลิกทำแป้งโรตี ทำแป้งปอเปี๊ยะอย่างเดียว นานเข้าคนลืมครับ บังหลายคนที่ทำ บ้านอยู่กุฎีอยุธยา. นั่งรถไฟมาขายโรตีสายไหมในกรุงเทพฯ แก่ตัวเข้าก็เลยทำขายที่บ้าน ขายหน้าบ้านย่านสุเหร่าแนวเดียวกับโรงพยาบาลอยุธยา ขายดีขึ้นมา เพราะมีการตัดถนนมากมายสาย บางใหญ่- บางปะอิน แยกเป็นสามแยก ที่มาออกอยุธยาได้ รถมาออกทางนี้เยอะ เลยแวะซื้อเป็นของฝากกันจนดัง … ชายกางพาท่านออกทะเลอีกแล้วววว


:22:    ของอร่อย ที่ชายกางชอบมาก ๆ ก็คือ  เนื้อสะเต๊ะครับ มีเจ้าประจำที่มองเห็นปั๊บจะจำได้ทันที  เพราะบังจะมาเป็นกลุ่ม  ในกลุ่มก็จะมีอาหารมุสลิมขายกันตั้งแต่ข้าวหมกไก่  ก๋วยเตี๋ยวแกง ยำสลัด มะตะบะ โรตีจิ้มแกง โรตีสายไหมและเนื้อสะเต๊ะ  ที่จะปิ้งบนเตาและตะแกรงทองเหลืองขัดเงาวับ  เวลาปิ้งพรมกะทิหยดลงไฟดังฉ่า ๆ ควันลอยหอมฟุ้ง  เรียกน้ำย่อยกันน่าดู

:22:     เนื้อสะเต๊ะ สนนราคาจานละ 3 – 5 บาท ถ้าจานละ  3 บาทก็จะมี 12 ไม้  จานละ 5 บาทก็จะมี 20 ไม้  เพราะไม้ละสลึงเดียวครับ  พอสั่งปุ๊บ  บังก็จะนับไม้  เรียงบนเตา เริ่มพรมน้ำกะทิใส่เนื้อไปเรื่อย ๆ จนสุกพอดี ๆ หอมฉุย  ใส่จานสังกะสีเล็ก ๆ แล้ววางมาในถาด ที่จัดชุดน้ำจิ้มเป็นน้ำพริกข้น ๆ หวานนำ หอมเครื่องเทศฉุย ๆ ส่วนอีกจานน้อย ๆ เป็นอาจาดแก้เลี่ยน

:22:    กินกันได้ กินกันดี  กินไป  ดูว่าวไป  ยิ่งวันไหนมีการแข่งขัน “ ป่านคม ” ด้วยแล้ว  จะสนุกมาก  ถึงขั้นวางเงินเดิมพันกันก็มี  ระหว่างจุฬากับปักเป้า  แต่ที่มันส์สุด ๆ ต้องปักเป้ากับปักเป้าด้วยกันเองครับ  โฉบกันที เสียงมันเร้าใจมาก  ...  ออกทะเลนอกเรื่องอีกแล้ว 

:22:    สมัยนี้  จะหาเนื้อสะเต๊ะดี  ๆ อร่อย ๆ นั้นยากเอาการ  ส่วนใหญ่ที่เจอ  จะอยู่ตามร้านอาหารมุสลิมบ้าง ตามร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อบ้าง  จะหาร้านแบบเนื้อสะเต๊ะเพียว ๆ นั้นยากนัก  แต่ถ้าไม่คิดอะไรนัก  เนื้อสะเต๊ะอร่อย ๆ ที่ชายกางได้เจอมา  ยังยกให้เนื้อสะเต๊ะของร้านฮับเซาะห์ อิสลาม พุทธมณฑล สาย 1.  ยังครองแชมป์ที่ 1. อยู่นะครับ

http://pantip.com/topic/33478371



:22:    เมื่อหลายเดือนก่อน  เฮียเปา หรือ เฮียสกล  Sakol Preecharpanyakul  ที่เป็นเพื่อนกับชายกางใน FB ได้แนะนำร้านเนื้อสะเต๊ะเจ้านึง  ขายแต่เนื้อสะเต๊ะล้วน ๆ อย่างเดียว แถวสนามบินน้ำ  ชี้เป้าให้ไปชิม  จนชายกางวนเวียนไปหลายครั้ง  จนมั่นใจว่าของเค้าดีจริง  และควรนำมาบอกกัน

:22:    บังพงษ์  เป็นเจ้าของตำรับเนื้อสะเต๊ะอร่อย ๆ เจ้านี้ครับ  ร้านนี้ เป็นรถเข็นมาจอดขายริมทางเท้าที่ทางการผ่อนผันแล้ว  ด้วยการจัดเป็นกลุ่มผู้ค้าย่านหน้าปากซอย ติวานนท์  54 กัน  บังพงษ์จะเป็นคนปิ้งสะเต๊ะ  โดยมีมะเป็นคนคอยจัดการเรื่องจานชาม ที่นั่งให้กับลุกค้าอย่างสามัคคี


:22:     วันนี้  ลองตามชายกางมาชมร้านขายเนื้อสะเต๊ะอร่อย ๆ ร้านนึงย่านสนามบินน้ำ  ที่ชื่อว่า สะเต๊ะบังพงษ์กันดูนะครับ
 

:22:     ก่อนอื่น  มาทำความรู้จักเส้นทางที่จะมาเจอบังพงษ์กันก่อนครับ  
ถ้าเรามาจากสี่แยกแคราย  มุ่งหน้าห้าแยกปากเกร็ด  บนถนนติวานนท์   เมื่อเลยสามแยกสนามบินน้ำไปแล้ว  ก็จะถึงแยกสามัคคี  เราก็เลยไปกลับรถมา


:22:    จากแยกไฟแดงสามัคคี  เลยไปประมาณ 200 เมตร  มองหาทางซ้ายให้ดี  ปากซอยติวานนท์ 54  จะมีกลุ่มแผงลอย รถเข็นขายของกันตรงนี้  ร้านบังพงษ์ก็อยู่รวมกันตรงนี้ครับ เห็นได้ชัดเจนจากถนนเลย


:22:    บังพงษ์  เปิดขายตั้งแต่เวลา  16.00 – 21.30  ไม่เกิน 22.00 น. ของทุกวัน  ยกเว้นวันที่ 26 ของทุกเดือน  ถ้าเดือนไหน ไม่มีวันที่ 26 ก็จะขายทุกวัน    แต่ก็จะมีหยุดวันอื่นบ้าง ตามแต่ความจำเป็น  เพราะฉะนั้น  จะดีที่สุด  ที่จะโทร.ไปถามกันก่อนว่าขายหรือไม่ หรือจะโทร.ไปสั่งใส่ถุงไปอร่อยที่บ้านก็มิผิด  ได้ที่เบอร์  085 – 1093877  เวลาที่เหมาะคือ ช่วงบ่ายๆ ครับ
 
 
 



:22:    ถ้าเราไปยืนใกล้ ๆ ร้านเค้า ก็จะเห็นหนุ่มมุสลิมคนนึง  หนวดเคราพองาม  ยืนปิ้งเนื้อสะเต๊ะอยู่ด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจ  ค่อย ๆ พลิก ค่อยพรมน้ำกะทิให้เนื้อนั้นนุ่มหอม  ยืนดูยังเพลินเลยครับ



:22:    ด้านหลังจะมีโต๊ะให้นั่งกินที่เกิดเหตุซัก 3 – 4 ชุด  จับจองกันได้ครับ  แล้วก็ลุกมาตรงร้านเค้า  มันน่าสนใจมากเลย

:22:    เค้าขายไม้ละ 7 บาท มีป้ายราคาบอกไว้ชัดเจน


:22:    มีสะเต๊ะที่เสียบไม้แล้ว  รอไปนอนให้ไฟลามเลียอยู่เต็มตู้กระจก


:22:     ดึงออกมาชมหน้าตากันหน่อย   สีของเนื้อบอกได้เลยว่าเครื่องหมักเค้าถึง  ดมดูจะได้กลิ่นหอมของเครื่องเทศจาง ๆ ไม่ถึงกับกลบกลิ่นเนื้อไปซะหมด.


:22:    เคียงกัน มีของคู่กันกับสะเต๊ะก็คือ ขนมปัง   ที่นี่ใช้ขนมปังกระโหลกแบบสมัยก่อนเปี๊ยบ  เวลาโดนไฟจากถ่านแล้ว  มันหอมแบบคลาสสิคยิ่งนัก


:22:     ด้านล่าง  จะเป็นถาดที่ใส่เนื้อสะเต๊ะที่ปิ้งแล้ว  รอการบรรจุภัณฑ์ลงถุงอยู่หลายสิบไม้   เพราะเวลาลูกค้าเยอะ ๆ จะปิ้งแทบไม่ทันครับ


:22:    ถัดมาอีกนิด  จะเจอหม้อใบเขื่อง ๆ ใส่น้ำจิ้มสะเต๊ะเข้มข้น และข้นกำลังดี หน้าตาน่ากินเต็มที่
ตามแบบน้ำจิ้มที่ดีนั้น  เอาอะไรจิ้ม จุ่มลงไป  มันจะต้องมีน้ำจิ้มเกาะติดมาด้วย  มันถึงจะเป็นน้ำจิ้มที่ดี  ยิ่งหม้อนี้ รสดีอีกด้วย  นับว่าเจ๋ง
 
 



:22:    ชายกางนั้น  ขอกินตรงที่เกิดเหตุ มันถึงจะได้อารมณ์    ว่าแล้วก็สั่งมาระลอกแรก  20 ไม้  พร้อมขนมปังปิ้ง 2 แผ่น


:22:   วางครบชุดให้พิจารณาดูว่า  มันน่ากินขนาดไหน  นี่คือชุดใหญ่ 20 ไม้ครับ


:22:    เนื้อเค้าไม่แห้งนัก  คงความชุ่มชื้นอยู่ 


:22:    ขนมปังปิ้งมาหอม ๆ ร้อน ๆ 


:22:     ใช้เวลากับเนื้อสะเต๊ะ 20 ไม้  ไม่นานนัก   เด็ดมากครับ



:22:     ชุด 2  ต้องตามมาติด ๆ อย่าเว้นวรรคนานนัก


:22:     อย่าให้หลงเหลือหลักฐานใด ๆ ได้


:22:    อิ่มแล้ว  ต้องมีคาบกลับบ้านกันบ้าง  แบ่งปันกระจายความอร่อยกันนิดนึงครับ
 


:22:     เนื้อสะเต๊ะบังพงษ์  ทำให้ภาพอดีตหลายภาพผุดขึ้นมาในห้วงความคิดถึง  ถ้าท่านรักสะเต๊ะ  รักเนื้อสะเต๊ะแบบมุสลิมแล้ว  ลองให้บังพงษ์  มาทบทวนอดีตที่ผ่านมาได้อย่างดีครับ

:22:    ท่านที่มีพระในบ้าน  ที่ท่านทันสมัยสนามหลวงรุ่งเรือง  ตลาดนัดเสาร์ – อาทิตย์ในแบบร้านค้าขายประเพณีตลาดนัดในอดีตอันโด่งดัง   ถ้าท่านเคยสัมผัสอาหารริมทาง ของอร่อย ๆ ในตลาดนัดท้องสนามหลวงในอดีตแล้ว  ลองแวะมาซื้อเนื้อสะเต๊ะของบังพงษ์ไปให้ท่านได้ชิมดูครับ


:22:    คนแก่ คนสูงอายุ  แม้ไม่มีฟันจะเคี้ยวจะย้ำเนื้อได้  แต่แค่ได้เห็น ได้ชิมเพียงกลิ่นไอของที่ท่านเคยลิ้มรสในอดีตมาแล้ว  ท่านต้องมีความสุขมากครับ  ลองทำดูครับ  ไม่ได้เสียหลายอะไร ไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงอะไรนัก  ทำให้คนที่รักท่าน  ได้มีความสุข  ทำไว้เถิดครับ
        เวลา  ไม่เคยคอยใครนะครับ  ทำอะไรที่ดีต่อกันได้  ทำไว้ครับ     

          สวัสดีครับ
Post by : OverEat

- Goto Top -
Lastest Update
 
Other Articles