พี่โอ๋มาล้าวววววว วันนี้ เอาเรื่องที่เพื่อนๆอยากรู้มาฝากกัน ... มาดูกันนะคะ ว่าแพ้อาหารมีกี่แบบ
การแพ้อาหารชนิด “แอบแฝง” ฟังๆดูไม่ค่อยคุ้นหูนัก เมื่อเทียบกับการแพ้อาหารแบบ "เฉียบพลัน" ซึ่งชินตา พบเห็นได้ เพราะกินปุ๊ปก็จะมีอาการทันที
หลายๆคนคงคุ้นเคยกับชื่อ "โรคภูมิแพ้"
พูดถึงการแพ้อาหารเราจะนึกไปถึงอาการ ผื่นขึ้นตามตัว หายใจติดขัด ขอบตาและใบหน้าบวม
"การแพ้อาหารแบบเฉียบพลัน"
>> ร่างกายจะสร้างแอนติบอดี้ชนิด IgE ซึ่งจะทำปฏิกิริยากับอาหารที่แพ้อย่างรุนแรง และแพ้ทันทีหลังจากที่กิน
"การแพ้อาหารชนิดแอบแฝง”
>> ร่างกายจะสร้างแอนติบอดี้ชนิด IgG โดยจะทำปฏิกิริยากับอาหารที่แพ้ ซึ่งจะยังไม่ก่อให้เกิดอาการผิดปกติในทันที // บางครั้งแอนติบอดี้ IgG ที่ร่างกายสร้างขึ้นมากลับมาทำลายเนื้อเยื่อของเราเอง เนื่องจากเข้าใจผิดว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม!!!

เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ตราบเท่าที่เรายังกินอาหารที่ร่างกายต่อต้าน และยิ่งกินสะสมมาก IgG ก็ยิ่งมาก จนทำให้เนื้อเยื่อถูกทำลายมากขึ้น การทำงานของอวัยวะนั้นก็จะบกพร่องไป สะสมเป็นอาการของโรคร้ายโดยที่เราจะไม่รู้ว่าโรคนั้นเกิดจากสาเหตุอะไร!! น่ากลัวไม๊คะ
โรคภูมิแพ้อาหารสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ
1. การแพ้อาหารเฉียบพลัน (Food Allergy) เป็นแอนติบอดีชนิด (lgE) ซึ่งมักเกิดขึ้นทันที หรือหลังจากการรับประทานอาหารไปไม่เกิน 1 ชั่วโมง สังเกตุเห็นอาการได้เองเมื่อเกิดอาการแพ้
"การแพ้อาหารเฉียบพลันเป็นการแพ้อาหารที่ร่างกายเกิดการต่อต้าน เช่น การแพ้อาหารทะเล เพราะบางคนกินกุ้ง ปู หรือปลาหมึกก็จะเกิดอาการผื่นคันขึ้น ซึ่งเกิดจากภูมิคุ้มกันในร่างกายทำปฏิกิริยากับอาหาร จึงส่งผลให้เกิดอาการแพ้ต่างๆ โดยมีความรุนแรงหลายระดับ เช่น ถ้าแพ้มากๆ จะหายใจไม่ออก ตาบวม ปากบวม การรักษาเบื้องต้นคือการรับประทานยาแก้แพ้ แต่ถ้าอาการรุนแรงมากๆ ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล จากนั้นแพทย์จะฉีดยาแก้แพ้และยาสเตียรอยด์เพื่อควบคุมการอักเสบไว้ไม่ให้ลุกลาม"

2. การแพ้อาหารแอบแฝง (Food Intoterance) เป็นแอนติบอดีชนิด (lgG) ที่ไม่แสดงอาการทันที แต่ก่อให้เกิดผลเรื้อรังในระยะยาว ซึ่งอาการที่ปรากฏจะสังเกตได้ยากกว่าอาการแพ้อาหารเฉียบพลัน
ส่วนโรคภูมิแพ้อาหารแอบแฝง เกิดจากการแพ้อาหารที่รับประทานเป็นประจำทุกๆ วัน อย่างเช่นช่วงนี้อาจจะกินอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งบ่อยจนเริ่มพบอาการแปลกๆ เช่น บางคนกินช็อกโกแลต หรือดื่มนมวัวเป็นประจำก็สามารถเกิดอาการแพ้ได้ สำหรับอาการของโรคนี้ในกลุ่มเสี่ยงที่เป็นเด็ก จะมีอาการแสดงออกเมื่อรับประทานอาหารต่างๆ ผ่านไป 3-5 วัน โดยมีอาการท้องผูกเรื้อรัง ท้องเสียไม่ทราบสาเหตุ แน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ มีลมในท้อง ทำให้เด็กงอแงไม่สบายตัว เซื่องซึม สมองพัฒนาการช้า สมาธิสั้น ซุกซนมากผิดปกติ อารมณ์รุนแรง ก้าวร้าว ส่วนอาการตามร่างกายที่ชัดเจน คือผิวหนังจะลอก มีผื่นแดง คันตามผิวหนัง ลมพิษ คัดจมูก น้ำมูกไหลเรื้อรังเป็นระยะเวลานาน และเป็นแผลในปาก ทำให้เด็กๆ ไม่อยากดูดนมหรือรับประทานอาหาร เป็นต้น

อาการที่เกิดจากภูมิแพ้อาหารแฝง Food Intolerance (Food IgG)
- โรคระบบประสาท
- ไมเกรน
- ปวดหัวบ่อย
- อารมณ์แปรปรวน
- ซึมเศร้า วิตกกังวล
- สมาธิสั้น
- โรคระบบทางเดินหายใจ
- ไซนัสอักเสบ
- หอบหืด
- โรคระบบกล้ามเนื้อ
- โรคไขข้อ
- ปวดกล้ามเนื้อ
- โรคระบบทางเดินอาหาร
- ท้องผูก
- ท้องเสีย
- จุกเสียดในท้อง
- ปัญหาการคุมน้ำหนัก
- โรคผิวหนัง
- ผื่นลมพิษ
- ผิวหนังอักเสบเซ็บเดิร์ม
- ผื่นคัน
- สิวเรื้อรัง
- หนังศีรษะมีรังแค
- ผิวแห้งและลอก
- แผลในช่องปาก
- แขนขาไม่มีแรง
- คัดจมูก น้ำมูกไหล หอบหืด
- ท้องผูก จุกเสียดแน่นท้อง
- เคืองตา ปวดกล้ามเนื้อบริเวณรอบตา ขอบตาช้ำ
- คลื่นไส้อาเจียน มีแผลในกระเพาะหรือลำไส้เล็กส่วนต้น
- ท้องเสีย ลำไส้ระคายเคือง (IBS)
- ความผิดปกติทางระบบภูมิคุ้มกัน เช่น โรคแพ้ภูมิตัวเอง, โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์, SLE
ภูมิแพ้อาหารชนิดแอบแฝง นอกจากจะเกิดจากอาหารที่เรากินเข้าไปด้วยความไม่รู้ว่า ร่างกายต่อต้าน กินซ้ำอยู่บ่อยๆ ยังเกิดจาก พันธุกรรม!!
การที่ร่างกายมีระบบทางเดินอาหารผิดปกติ หรือภาวะเสียสมดุลในลำไส้ มักจะเกิดขึ้นกับคนที่รับยาฆ่าเชื้ออยู่เป็นประจำ ซึ่งทำให้เชื้อแบคทีเรียที่ดีในลำไส้ตาย!!และลดปริมาณลง แต่ยีสต์กลับเพิ่มปริมาณมากขึ้น!!!! ทำให้อาหารบางชนิดถูกดูดซึมไปกระตุ้นภูมิคุ้นกันทำให้แพ้ได้
การรักษาและป้องกันตัวเองจากการแพ้อาหารก็สามารถทำได้ง่ายๆ
ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่รู้ว่าแพ้ไปสักระยะ แต่ถ้ามีอาการแพ้อาหารเฉียบพลันอาจต้องงดอาหารชนิดนั้นไปตลอดชีวิต เพราะหากมีอาการแพ้รุนแรงอาจถึงแก่ชีวิตได้
หรือจะตรวจเช็คว่าเราแพ้อาหารประเภทไหนบ้างเพื่อเป็นการป้องกันไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ
อีกหนึ่งวิธีที่สามารถช่วยป้องกันภูมิแพ้อาหารได้ คือเวลาทานอาหารก็ควรเคี้ยวให้ละเอียด เพื่อให้ลำไส้ปรับสภาพสู่ภาวะที่สมดุล หรือรับประทานเอนไซม์ ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น
รับประทานผักผลไม้มากขึ้น และรับประทานแต่อาหารที่ปรุงสุกใหม่ทุกวัน
**ควรหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปหรืออาหารที่ใส่สารกันบูดด้วยนะ ^^
Cr. ข้อมูล:ขอบคุณ อาร์โนลด์ มรุต ทวิเพ็ชร เผยแพร่ใน กรุงเทพธุรกิจกายใจ , พญ. กษิรา เขมพิทักษ์ , 1ohww.org ,
sketchymedicine.com , glutensensitivity.net
แวะมาแลกเปลี่ยน พูดคุย กับ พี่โอ๋ ได้ที่นี่นะ : OaBodymild
"อยากเห็นทุกคน สุขภาพดี"